การเลือกซื้อเครื่องปั่น ควรเลือกดูจากอะไร

เครื่องปั่นน้ำผลไม้เกิดขึ้นได้จากชาวฝรั่งผู้หนึ่งคิดค้นและใช้กันอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน และยังเป็นเครื่องมือทำมาหากินที่สำคัญสำหรับร้านอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม และยังเป็นอีกเครื่องมือที่สำคัญสำหรับในห้องครัวของแต่ละบ้านด้วยเช่นกันสำหรับคนในยุคนี้ ยิ่งด้วยประเทศบ้านเราเป็นเมืองร้อน ซึ่งการได้ดื่มอะไรเย็นๆ อย่างน้ำผลไม้ปั่นแบบดั้งเดิม กาแฟปั่น นมปั่น เฟรปเป้ สมูธตี้ อะไรก็ได้ทั้งนั้น ก็จะทำให้ชื่นใจหายคลายร้อนได้มากทีเดียว

ที่กล่าวในบทนำพูดถึงน้ำปั่นผลไม้แบบดั้งเดิม กับ สมูธตี้ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน หลายคนไม่เคยกินก็เลยอยากทราบว่าความแตกต่างนั้นต่างกันตรงไหน ที่เห็นชัดเจนเลยคือความข้น ความหนืด และ เนื้อสัมผัส ที่สมูธตี้จะได้รสชาดที่ดีกว่าน้ำปั่นธรรมดา อยู่มาก ซึ่งวิธีการทำนั้นจะใช้ผลไม้สดมาแช่แข็ง แล้วปั่นในเครื่องปั่นที่มีประสิทธิภาพ ด้วยความเร็วสูง แต่น้ำปั่นแบบดั้งเดิมจะใช้ของเหลวกับน้ำแข็งหลอดก้อนเล็กๆ มาปั่น หรือใช้ผลไม้เนื้ออ่อนอย่างกล้วย แตงโม แคนตาลูป มะละกอ ใส่ลงไปในเครื่องปั่นผลไม้ธรรมดาทั่วไปได้เลย โดยมอเตอร์จะมีขนาดเล็ก ความเร็วจะอยู่ที่ ½ – ¾ แรงม้า หากต้องการใช้ปั่นพวกสมูธตี้หรือเฟรปเป้ ควรมีกำลังมากกว่า 1 แรงม้า ( 1 แรงม้า = 746 วัตต์ ) ถึงประสิทธิภาพในการทำงานจะวัดกันที่กำลังวัตต์ แต่ใช่ว่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายในการเลือกซื้อเครื่องปั่นเสมอ

ในการเลือกเครื่องปั่นมาใช้งาน เราควรเลือกพิจารณาหลายๆปัจจัย ไม่ใช่วัตต์ที่คุณสมบัติแค่แรงกำลังวัตต์ตามที่ระบุไว้บนสินค้า หรือ ตามบอกกล่าวของโฆษณา เพราะจีนแดงมักจะผลิตเครื่องปั่นที่คุณภาพต่ำอยู่หลายยี่ห้อ* และมักจะระบุให้สูงถึง 1,500 วัตต์ แต่ราคาแสนถูกอย่างไม่น่าเชื่อ พอซื้อมาใช้จริงกับต้องเสียดาย เพราะไม่สามารถปั่นได้ดีอย่างที่พนักงานขายแนะนำไว้ อาจกล่าวได้ว่ากำลังวัตต์ที่ดีๆ แต่ดันไปแสดงบนป้ายตามเครื่องราคาถูกๆ นั้นเป็นคำหลอกลวงทั้งสิ้น และสามารถตรวจสอบได้เองโดยการคาดคะเนน้ำหนักที่ตัวฐานมอเตอร์ของเครื่องปั่น หากเครื่องปั่นที่ระบุมอเตอร์ไว้สูง ตัวฐานนั้นหากเป็นทรงเดียวกัน ตัวฐานนั้นจะหนักกว่าตัวที่ระบุมอเตอร์ไว้ต่ำ (ความหนักเกิดจากมอเตอร์) ซึ่งการเลือกที่ถูกวิธีให้ตรงตามความต้อง และอยู่ได้นานๆ ไม่มีปัญหาตามมาจนเราต้องปวดหัว โดยสิ่งแรกจะต้องรู้จักประเภทให้ได้ก่อนซึ่งมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

เครื่องปั่นแบบใช้ในบ้าน เหมาะกับการใช้งานที่ไม่หนัก ปั่นเครื่องดื่มที่มีเนื้อผสมไม่แข็งมาก เพราะมอเตอร์จะมีขนาดเล็ก ราคาไม่แพงตั้งแต่หลักร้อยจนถึงพันต้นๆเท่านั้น เหมาะสมจะมาอยู่ในครัวเรือนที่ใช้ได้แค่ 3 – 4 ครั้งต่อวันเท่านั้น หากนำมาใช้ทำมาหากินต้องปั่นหลายๆครั้งเป็นเวลานาน อาจจะพังได้ง่าย เพราะเครื่องจะร้อนเร็วและไหม้ อีกทั้งหากเครื่องระบุไว้ว่าเหมาะกับการใช้ในครัวเรือนและนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์อาจจะหลุดประกันได้

เครื่องปั่นแบบ Heavy Duty (ทนทาน) เป็นเครื่องที่ออกแบบมาให้มีความแข็งแรง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในร้านอาหาร เพราะมอเตอร์จะมีขนาดใหญ่ สามารถทำมาหารายได้อย่างสบายใจ โดยจะแยกย่อยออกมาเป็น แบบ Manual ปรับความเร็วได้ 2 ระดับ เหมาะกับการปั่นเครื่องดื่มเป็นหลัก , แบบปรับความเร็วได้หลายระดับ สามารถใช้งานได้หลายอย่าง เช่น ปั่นอาหาร ของแห้ง เครื่องแกง เป็นต้น , แบบโปรแกรมตั้งเวลาอัตโนมัติ

ดังนั้นแล้วไม่ว่าคุณจะซื้อเครื่องปั่นหรือสินค้าประเภทอื่นๆ ใดๆก็ตาม คุณจะต้องศึกษา และอย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อถ้าคุณยังไม่ได้ตั้งเป้าว่า สินค้าที่คุณซื้อไปนั้นนำไปใช้งานในลักษณะไหน อย่างไร